|

กมธ.สิทธิมนุษยชนเสนอแก้ไขกฎหมาย คุ้มครองสิทธิคนกับป่า

ศยามล ไกรยูรวงศ์  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

แม้จะมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติป่าชุมชนแล้ว แต่จากรายงานการศึกษาวิจัยพบว่า ระเบียบลำดับและระบบราชการกลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนการเข้าถึงสิทธิของชุมชน  ด้วยข้อจำกัดพื้นที่อนุรักษ์ ใน พ.ร.บ. ป่าไม้ ปี 2562 มีการอนุญาตให้ตั้งป่าชุมชนได้เฉพาะใน ‘ป่านอกเขตป่าอนุรักษ์’ เท่านั้น ทำให้เกิดสภาวะย้อนแย้ง เนื่องจากผืนป่าส่วนใหญ่ที่ชุมชนดูแลมานานกลับถูกรัฐประกาศทับซ้อนเป็นป่าอนุรักษ์ เช่น อุทยานแห่งชาติ ป่าสงวน เป็นต้น ชุมชนจึงสูญเสียสิทธิขอขึ้นทะเบียนและกลายเป็น ผู้บุกรุก

รวมถึงการมีระเบียบปฏิบัติและแบบฟอร์มลงทะเบียนที่ซับซ้อน จากคำบอกเล่าของชุมชนจากอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า แบบฟอร์มคำขอขึ้นทะเบียนตามระเบียบของคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนมีความยุ่งยากซับซ้อน โดยต้องกรอกข้อมูลประวัติศาสตร์ ฐานทรัพยากร และทำแผนที่ GIS ย้อนหลัง หากชุมชนไม่มีองค์กรอิสระหรือมูลนิธิเป็นพี่เลี้ยง ชุมชนอาจจะต้องประสบปัญหาในการส่งคำร้องขอขึ้นทะเบียนมากขึ้น เธอชี้ว่าในรัฐธรรมนูญมีการชี้แจงอย่างชัดเจนถึงการตรากฎหมายที่ไม่สร้างความลำบากแก่ประชาชน ทว่าสุดท้ายเหตุการณ์นี้ก็ยังคงเกิดขึ้น

“รัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ระบุชัดเจนว่า การตรากฎหมายต้องไม่สร้างภาระแก่ประชาชน แต่วันนี้ระเบียบปฏิบัติของหน่วยงานรัฐกลับสร้างขั้นตอนซับซ้อน กลายเป็นภาระและการละเมิดสิทธิโดยพฤติกรรม”

ขณะเดียวกันการสร้างแผนที่ทับซ้อน ทำให้ฐานข้อมูลรัฐคลาดเคลื่อน เกิดการทับซ้อนกับเขต ส.ป.ก. โครงการปลูกป่าถาวรฯ หรือที่ราชพัสดุ ทำให้ต้องใช้เวลาในการสำรวจรังวัดใหม่และลิดรอนสิทธิผู้ถือเอกสารสิทธิ์เดิม

นอกจากนี้ ด้วยข้อจำกัดทางกายภาพ เทคโนโลยี และกฎหมายเก่า คืออุปสรรคด้านภาษาและการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศของกลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดจนเกณฑ์การปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่กีดกัดชุมชนออกไป และยังมีเจ้าหน้าที่ยังยึดติดกับกฎหมายอาญาเดิม และมีเส้นตายการจดทะเบียนที่ตายตัว

เพื่อแก้ไขปัญหาคอขวดและปลดล็อกศักยภาพของชุมชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนร่วมกับข้อเสนอจากการศึกษาวิจัย ได้เสนอแนวทางปฏิรูปเชิงโครงสร้างดังนี้

  1. การปฏิรูปกฎหมายป่าอนุรักษ์ โดยแก้มาตราที่จำกัดสิทธิของชุมชน ผ่านการทำข้อตกลงร่วมกันในการรักษาระบบนิเวศ
  2. บูรณาการฐานข้อมูล เร่งปรับปรุงแผนที่เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อน นอกจากนี้ยังแนะนำให้ยึดคืนพื้นที่จากนายทุนมาเป็นป่าของชุมชน
  3. การทวนสิทธิประโยชน์ให้แก่ชุมชนในการแปรรูปและจำหน่ายสินค้าประเภทของป่า สนับสนุนสินค้าชุมชนและพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้แก่ชุมชน
  4. การกำหนดข้อตกลงระหว่างเอกชนในการวัดมาตรฐานคาร์บอน เพื่อนำรายได้กลับมายังชุมชนสำหรับป้องกันไฟป่าโดยตรง และต้องเป็นกลไกที่ไม่พึ่งพาการปลูกพืชเชิงเดี่ยว

“ป่าชุมชนไม่ใช่เพียงนโยบายเชิงสัญลักษณ์ แต่คือกลไกเดียวในการอยู่รอดของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในยุคโลกเดือด การคุ้มครองสิทธิคนอยู่กับป่าที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม คือรากฐานที่แท้จริงของการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน”


เวทีป่าไม้สังคม ชุมชนดูแลป่า สังคมร่วมดูแล “คุณ” สมัชชาป่าชุมชนครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง